Skip to content

ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์

  • Blog

       ประชากรในจังหวัดน่านมีอยู่อย่าง กระจัดกระจายไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ของประเทศ   ส่วนใหญ่จะพูดภาษาไทยถิ่นเหนือ หรือพูดคำเมือง สำเนียงน่าน
ซึ่งประชากรในจังหวัดน่านมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลาย รวมทั้งสิ้น 11 กลุ่มชาติพันธ์ดังต่อไปนี้

1.ไทยวน   เป็นคนกลุ่มใหญ่ของเมืองน่าน   ตั้งบ้านเรือนบนที่ราบลุ่มริมแม่น้ำน่าน  ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าเป็นบรรพบุรุษ  ของคนเมืองน่านที่อพยพมาจากล้านช้างฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

2.ไทลื้อ    มีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณชายแดนพื้นที่รอยต่อระหว่างสิบสองปันนาเชียงตุง  ลาว  และล้านนา อพยพเข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง   ทั้งจากเหตุผลทางการดำรงชีพ  การถูกกดขี่จากจีน 
และพม่า  หรือหนีภัยสงครามช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีน  บ้างก็อพยพตามสายเครือญาติ และการค้าขาย  วัฒนธรรมไทลื้อกับไทยวน    มีความคล้ายคลึงกันทั้งภาษา   ศาสนา   การแต่งกาย  อาหาร  งานหัตถกรรม  โดยเฉพาะวิถีการผลิตแบบ “เอ็ดนาเมืองลุ่ม”   หรือทำนาดำ เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทลื้อ คือ ผ้าทอลายน้ำไหลและลายลื้อ    โดยใช้เทคนิควิธีที่เรียกว่า “เกา” หรือ “ล้วง”

3.ลัวะ / ถิ่น   เป็นกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานมาดั้งเดิม  รวมทั้งที่อพยพมาจากเมืองไชยบุรี สปป.ลาว   ส่วนคำว่า “ถิ่น”   เป็นชื่อที่ทางการไทยเรียกกลุ่มชนดั้งเดิมกลุ่มนี้   ในจังหวัดน่าน    ลัวะมักตั้งบ้านเรือนบนพื้นที่สูงระหว่าง 2,500-3,000 ฟุต    จากระดับน้ำทะเลปานกลาง    บริเวณลำน้ำสาขาแม่น้ำน่าน  เช่น  น้ำวาง  น้ำว้า  และน้ำมาง     ดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวไร่   และหาของป่า  มีฝีมือในการจักสานหญ้าสามเหลี่ยมเป็นภาชนะต่างๆ หลายๆ   หมู่บ้านยังคงความเชื่อดั้งเดิมที่ผีสัมพันธ์กับธรรมชาติ   เช่น  ผีป่า  ผีน้ำ  ผีไร่  และผีบรรพบุรุษ   งานพิธีใหญ่ที่สุดในรอบปีได้แก่  พิธี “โสลด” (อ่าน สะโหลด)  หรือพิธี “กิ๋นดอกแดง”   เพื่อเฉลิมฉลองผลผลิต   และเพื่อเตรียมต้อนรับฤดูการผลิตใหม่     ปัจจุบันลัวะตั้งถิ่นฐานมากที่สุดในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ   รองลงมาคือ  ที่อำเภอบ่อเกลือ    ปัว    ทุ่งช้าง   และเชียงกลาง

4.ขมุ     สันนิษฐานว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ตามหมู่บ้านชายแดนเมืองน่านและลาว    เมื่อประมาณเกือบ 200 ปีก่อน สันนิษฐานว่าในปี   พ.ศ.2373   ขมุถูกกวาดต้อนเพื่อเป็นกำลังในการสร้างกำแพงเมืองเก่าน่าน 
เจมส์  เอฟ  แม็คคาธีร์ ได้สำรวจเพื่อทำแผนที่ทางภาคเหนือช่วงปี   พ.ศ.2433-2436   กล่าวถึง  ขมุ    ตามชายแดนเมืองน่าน  ว่ามี     2 กลุ่ม  คือ  ขมุ  (ลาว เรียกว่า ข่า)  หรือ “ข่าลาว”   อยู่ใต้อำนาจหลวงพระบางและขมุที่อยู่ใต้อำนาจของน่าน  เรียก “ข่าแคว้น” ชาวขมุ  ได้ชื่อว่ามีฝีมือในการตีเหล็กเพื่อเป็นเครื่องมือ  เช่น  มีด   ดาบ  จอบ  เสียม

5.ม้ง  (แม้ว) ตำนานของชนเผ่ากล่าวว่า อพยพมาจากที่ราบสูงทิเบต   ไซบีเรีย  
และมองโกเลีย   สู่ประเทศจีน   ลาว   และไทย   เชื่อว่าม้งอพยพมาเมืองน่านราว  พ.ศ. 2433 – 2442  
มีความสามารถในด้านการค้า เลี้ยงสัตว์    ปลูกพืชเศรษฐกิจ   เช่น   ลิ้นจี่   ลำไย   และทำเครื่องเงิน  ชาวม้ง        มีความเชื่อว่าโลหะเงิน  เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง     และมงคลแก่ชีวิต

6.เย้า  (เมี่ยน)   ถิ่นเดิมอยู่แถบมณฑลยูนนาน   ฮุนหนำ  กวางสี   กวางเจา   และทางตะวันออกของประเทศจีน    ตั้งบ้านเรือนอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร  วัฒนธรรมของเมี่ยน
จึงได้รับอิทธิพลจากจีน เช่น ภาษา   การสืบสกุลทางฝ่ายสามี    การใช้แซ่   ประเพณีปีใหม่   ( ตรงกับเทศกาลตรุษจีน)   สาวเมี่ยนมีฝีมือในการปักผ้า    ปัจจุบันมีเมี่ยนอยู่มากที่สุดที่อำเภอเมือง

7.มลาบรี  (ตองเหลือง)   สันนิษฐานว่าเป็นเผ่าผสมชนชาติละว้าที่หนีร่นกลุ่มชนไท ไปอยู่ตามป่าเขา  ในแขวงไชยบุรี    สปป.ลาว     เมื่อประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว    เดิมดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ไม่ตั้งถิ่นฐาน    เป็นหลักแหล่ง สร้างเพียงเพิงมุงใบตอง     และจะย้ายถิ่นเมื่อใบตองเริ่มแห้งคือเปลี่ยน เป็นสีเหลือง ปัจจุบันมลาบรีตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเวียงสา     ปัจจุบันวัฒนธรรมดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป 

  8. ลาหู่    อาศัยในเขตพื้นที่  2 อำเภอ คือ อำเภอเมือง และอำเภอท่าวังผา

9. ไทเขิน  อาศัยในเขตพื้นที่  บ้านหล่ายทุ่ง  อ.ทุ่งช้าง และบ้านห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ

10. ไทพวน  อาศัยในเขตพื้นที่  อ.เวียงสา และอ.ท่าวังผา  จำนวน  3   หมู่บ้าน

11.เหาะ/เฮาะ  อาศัยในพื้นที่อำเภอทุ่งช้าง  บ้านน้ำเลียง  บ้านเฉลิมราช ต.ปอน

แหล่งที่มาของข้อมูล : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน  และศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่  25  จังหวัดน่าน